รีวิวทัวร์เกาหลี แวะเที่ยว Bau House Dog Cafe

friends-for-life

ประเทศเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในบริเวณกรุงโซลด้วยแล้วนั้น มักเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่จัดตกแต่งสวยงามและมีเมนูหลากหลาย คอยเชิญชวนให้แขกทั้งขาจร ขาประจำต้องแวะเวียนเข้าไป จิบกาแฟสักนิด หม่ำเค้กสักหน่อย หรือจะชิมบิงซูสักชามก็ได้ถ้ากินไหว …

บทความในวันนี้เราจึงอยากนำเสนอคาเฟ่น่ารักๆ ในกรุงโซล เผื่อใครที่ได้ไปทัวร์เกาหลีแล้วอยากหาร้านเจ๋งๆนั่ง ทั้งนี้ที่นี่ค่อนข้างจะเป็นคาเฟ่ที่พิเศษนะ เพราะไม่ได้มีแต่เค้กแสนอร่อย ร้านน่ารัก และพนักงานเสิร์ฟที่เป็นโอปป้าหุ่นเซ็กซี่น่ะสิ แต่ที่นี่ยังมีเจ้ามะหมาสี่ขา เป็นสมาชิกของร้านให้เราไปเล่น ไปหา ไปขยี้หน้า ขยี้ขนกันอยู่ด้วย เอ้า ว่าแล้วก็มาดูกันดีกว่าว่า Bau House Dog Cafe เขามีอะไรบ้าง

reykjavik-1

ผู้เขียนไปถึง Bau House Cafe ตอนเที่ยงๆของวัน แล้วก็พบว่าร้านยังไม่เปิด… อิอิ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เรานั่งรออยู่สักพัก โอ้ปป้าก็มาเปิดร้านให้ ทั้งนี้โน๊ตไว้สักนิดนะคะ ว่า Bau House Cafe เปิดตอนบ่ายแหละ….ในขณะที่นั่งรอร้านเปิด ก็มีเสียงของมะหมา เห่า โฮ่งๆ ครางหงิงๆเล็ดลอดออกมาจากร้านให้ได้ยินอยู่ตลอด คอยเพิ่มความตื่นเต้นแก่ลูกค้าที่อยากจะเข้าไปหาพวกพนักงานสี่ขาเหล่านี้เต็มที่ พอเข้าร้านปุ๊บ พนักงานสี่ขาที่ว่าก็กรูกันเข้ามาหาลูกค้าพร้อมๆกัน ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ หลากหลายสายพันธุ์

 

แต่ก่อนจะเริ่มเล่นกับเจ้ามะหมา ก็มาดูการตกแต่งของร้านและเมนูกันก่อนค่ะ ทั้งนี้ทางร้านตกแต่งอย่างสวยงาม ใช้สีโทนเหลืองให้ความรู้สึกอบอุ่น ภายในแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนหมาใหญ่ และ โซนหมาเล็ก สำหรับลูกค้าที่ฮาร์ดคอร์ ก็เชิญโซนหมาใหญ่ได้เลย ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันได้แบบหนำใจ ส่วนใครที่ชอบแนวคิกขุ ใสๆ โซนเจ้าตูบตัวเล็ก เขาก็มีเจ้าชิสุ พุดเดิล คอร์กี้คอยเดินด๊อกแด๊กต้อนรับเราอยู่เช่นกัน ภายในร้านมีน้องหมาอยู่ราว 20 ตัว ตัวเล็กตัวใหญ่สลับกันไป บางตัวคึกคัก บางตัวชอบนอน ก็แล้วแต่อารมณ์ของพนักงานแต่ละตัว

 

reykjavik-2

ส่วนเรื่องของเมนูนั้น ที่นี่นอกจากจะขึ้นชื่อว่ามีมะหมาหลายพันธุ์แล้วนั้น เมนูเครื่องดื่มและขนมก็ยังมีมากมายหลายรายการให้เราได้เลือกชิม และแน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ขนมหรือเครื่องดื่มสำหรับคนเท่านั้น ขนมน้องหมาอย่างพวกคุ้กกี้สุนัขก็มีหลายแบบ ให้สั่งเพื่อไว้แบ่งให้กับเจ้าตูบของที่นี่ได้ ถือเป็นค่าแรงของวันทำงานของพวกเขายังไงล่ะ และแน่นอนฉันก็เลือกสั่งกาแฟหนึ่งแก้วพร้อมกับคุกกี้สุนัข 1 ห่อ พอเปิดซองขนมดัง “แกร้บ” เท่านั้นล่ะ… มะหมาเกือบทุกตัวในร้านก็ทำหน้าที่ตามสัญชาตญาณ กรูกันเข้ามาหา บางตัวใช้วิชามาร ออดอ้อนมากกว่าตัวอื่นโดยการปีนมานั่งบนตัก ส่วนไอ้ตัวเล็กบางตัวที่ไม่มีแรงสู้กับใคร ก็ทำหน้าจ๋อยๆอยู่ไกลๆ คอยชะเง้อขอความเป็นธรรม… แหม่ ช่างสนุกเพลิดเพลินทั้งคนทั้งหมาจริงๆ แต่ยังไงซะก็ใช่ว่าทุกตัวจะอยากกินขนม บางตัวขอแค่มาพิงแล้วหลับข้างๆลูกค้า ไม่ได้กินอะไรกับเขาก็ไม่เป็นไร

 

ทั้งนี้เรื่องความสะอาดของร้านยังถือว่าอยู่ในระดับเยี่ยมยอด เขามีพนักงานทำความสะอาดแทบจะตลอดเวลาที่น้องหมาเกิดปู้ดป้าดออกมา ภายในร้านจึงกลิ่นหอมฉุยไร้กังวล และยังเป็นคาเฟ่ที่ไม่มีเวลาจำกัดในการเข้ามาเล่นกับน้องหมาอีกด้วยนะ ฉันจบการเยี่ยมชม Bau House Cafe หลังจากนั่งเล่นกับเหล่าน้องหมาพวกนี้อยู่เกือบ 2 ชั่วโมง และแน่นอนก็กลับบ้านไปพร้อมกับของแถมชิ้นใหญ่คือรอยยิ้มและความประทับใจที่ร้านนี้ได้มอบให้

reykjavik

ดังนั้นแล้ว สำหรับใครที่รักหมา ชอบหมา หรืออยากได้ประสบการณ์เที่ยวคาเฟ่แบบใหม่ๆ ก็สามารถมาทัวร์เกาหลีเพื่อเยี่ยมชมคาเฟ่แห่งนี้ดูได้ โดยการเดินทางก็ง่ายนิดเดียวค่ะ เพียงนั่งรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Hapjeong ก็ถึงแล้ว

 

 

Advertisements

เที่ยวเกาหลี ยังไง ให้ถูกสุด?

happy-1

การท่องเที่ยวอาจฟังดูเป็นงานอดิเรกที่แพ๊งแพง ไหนจะค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าของฝาก… ถ้าใครกระเป๋าไม่หนัก หรือเงินในบัญชีไม่มากพอก็อาจจะต้อง ปาดเหงื่อกันทุกทีเวลาต้องมาวางแผนท่องเที่ยว
แต่ช้าก่อนค่ะ เพราะเรากำลังจะบอกว่า ถ้ารู้จักวางแผนอย่างดีแล้วนั้น การท่องเที่ยวแบบประหยัดๆ หรือ แบบถูกๆ
ก็เป็นไปได้นะเธอ ว่าแล้วบทความในวันนี้ เราจะมานำเสนอเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการทัวร์เกาหลี
ว่าไปยังไงให้มันถูก ไปยังไงให้ประหยัด เอ้า เริ่มเลย…

tbt-11

การเดินทางในประเทศ บรรยากาศเรื่องการคมนาคมในเกาหลีก็คล้ายๆกับของไทยเรา คือในเมืองจะมีรถเยอะแยะ การจราจรค่อนข้างติดขัด แต่ทว่าก็ครบครันไปด้วยระบบขนส่งสาธารณะในราคาย่อมเยาว์ ทั้งระบบขนส่งในเมืองและระหว่างเมือง ดังนั้นวิธีแรกที่จะช่วยคุณประหยัด ยามไปเที่ยวเกาหลีก็คือการเดินทางโดยใช้ระบบคมนาคมสาธารณะนั่นเองค่ะ ทั้งนี้เรามีเทคนิคดีๆมาบอก นั่นก็คือ ให้ลองใช้รถไฟโดยสารสาย “Mugunghwa”
ที่จะถูกกว่ารถไฟยอดนิยมอย่าง KTX และแน่นอนว่าการเดินทางโดยรถไฟ Mugunghwa
จะใช้ระยะเวลามากกว่า แต่รับรองเลยล่ะว่าราคาน่ะถูกสุดๆ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวกระเป๋าแบน
แอบกระซิบบอกต่อๆกันมาว่า ให้ลองซื้อ “ตั๋วยืน” ดู
เพราะราคาจะถูกกว่าตั๋วนั่งปกติหลายเท่าตัวเลยทีเดียวเชียว

นอกจากนี้สำหรับใครที่ไม่ถนัดรถขนส่งสาธารณะ และมีความจำเป็นต้องใช้บริการรถแท็กซี่ เราก็ขอแอบบอกค่ะว่า ให้หลีกเลี่ยงแท็กซี่สีดำ แล้วเลือกนั่งคันสีส้มแทนเพราะจะได้ราคาที่ย่อมเยาว์กว่า

tbt-10

อาหาร สำหรับราคาอาหารในเกาหลีนั้นก็ไม่ได้ถือว่าแพงกว่าอาหารในกรุงเทพฯบ้านเราเสียเท่าไร แต่ทว่าสำหรับใครที่อยากเซฟเงินตรงนี้ เราก็ขอแนะนำเมนูอร่อย และถูกฝุดๆอย่าง “คิมบับ” ไว้ในอ้อมใจค่ะ เพราะนอกจากจะหาทานง่าย อร่อย และถูกแล้วนั้น ส่วนผสมของคิมบับยังครบถ้วนไปด้วย ข้าว สาหร่าย ผัก และเนื้อสัตว์ รับรองเลยว่าแค่คิมบับกล่องสองกล่อง ก็จะทำให้คุณอิ่มไปยาวๆ พร้อมเดินเที่ยวได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเบื่อคิมบับขึ้นมาระหว่างทริป เว็ปไซต์ต่างประเทศของนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คก็บอกว่า
ให้ลองเปลี่ยนเป็นชิม “มันดู” หรือ “เกี๊ยวซ่าเกาหลี” แทน เพราะเจ้านี่ก็อร่อยและดีเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้หากใครอยากลองอะไรแปลกใหม่ “ตลาดสด” ก็เป็นแหล่งอาหารถูกชั้นดี
ที่นอกจากจะได้ลองอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นแล้วนั้น
อาหารในตลาดสดเกาหลียังขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่และถูกมากอีกด้วยค่ะ

tbt-12

ที่พัก แน่นอนว่าที่พักทั่วไปในเกาหลีโดยเฉพาะในเมืองยอดฮิตอย่างกรุงโซลจะต้องมีราคาสูง แถมยังขึ้นชื่อว่าห้องเล็กอีกต่างหาก ดังนั้นสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะประหยัดเงินในตรงน้ีหรืออยากจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่ เราก็มีตัวเลือกเกี่ยวกับที่พักที่น่าสนใจในเกาหลีมาบอกกัน ที่แรกก็คือ นอนใน “โรงอาบน้ำ”
หรือ “จิมจิลบัง” …ใช่แล้วค่ะ โรงอาบน้ำนี่แหละคือที่พักถูกแสนถูก ถ้าใครเคยดูซีรีส์เกาหลีน่าจะเคยเห็น
การพักผ่อนในโรงอาบน้ำกันมาบ้าง ทั้งนี้ต้องเช็กดูให้ดีก่อนนะคะว่าโรงอาบน้ำที่ไหน
เปิดให้พักผ่อนข้ามคืนกันบ้าง หรือบางทีก็อาจมีชาร์ตราคาเพิ่มนิดหน่อย นอกจากนี้
“เลิฟโมเตล” หรือ “ม่านรูด” คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่เสนอราคาถูกกว่าโรงแรมทั่วไป
ซึ่งเว็ปไซต์ต่างประเทศของนักแบ็คแพ็คยืนยันมาแล้วว่าสะอาด
และปลอดภัยสุดๆ

tbt-13

กิจกรรมท่องเที่ยว เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศเกาหลีจัดเป็นประเทศที่สามารถจัดโปรแกรมทัวร์แบบประหยัดได้ ทั้ง การเลือกเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อย่าง พระราชวัง วัด พิพิธภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเก็บค่าเข้าแบบสบายกระเป๋า อีกทั้งถ้าเลือกเที่ยววัด ก็เข้าฟรี ได้ตลอดทั้งวันเลยล่ะ
นอกจากนี้สำหรับนักท่องเที่ยวขารักธรรมชาติ ก็อาจลองเที่ยวแบบศึกษาเส้นทางธรรมชาติ
ของเกาหลีโดยการเดินป่า ปีนเขาดูบ้าง ก็ถูกดีแถมสนุกมากอีกด้วยค่ะ

โดยสรุปแล้วนั้น ด้วยวิธีเหล่านี้คุณก็สามารถไปเยือนเกาหลีได้แบบสบายกระเป๋า แต่ถ้าใครไม่อยากลำบากเสาะหา หรือ ทำตามวิธีที่เราแนะนำกันไป ก็สามารถลองติดต่อพูดคุยกับ Double Enjoy ดูได้ เพราะทางนี้เขาก็มีข้อเสนอทัวร์เกาหลีแบบราคาถูกและคุ้มค่ามากๆอยู่ด้วยค่ะ

ทัวร์สิงคโปร์: ทั้งเที่ยว ทั้งตระเวนขอพร

%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a3

นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย อันเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง ร้านอาหารแสนอร่อย ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตแล้วนั้น สิงคโปร์ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย ปลายทางที่นักท่องเที่ยวนิยมไปทัวร์ เพื่อตระเวนขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทั้งนี้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสิงคโปร์ก็มีอยู่หลายแห่ง ไม่จำกัดเฉพาะพุทธศาสนสถาน เท่านั้น เพราะของเขามีทั้ง มัสยิดของชาวมุสลิม ศาลเจ้าของชาวจีนพุทธ รวมทั้งวัดของชาวฮินดู บทความในวันนี้เราจึงได้รวบรวม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสิงคโปร์ เพื่อเป็นลายแทงสำหรับใครที่จะไปทัวร์สิงคโปร์แล้ว
อยากตระเวนไหว้พระขอพรกันค่ะ

 

#nofilter (1).png

เริ่มต้นกันที่วัดฮินดูแห่งพระพิฆเนศ หรือ (“Sri Senpaga Vinayagar Temple”) ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนซีลอน โดยที่นี่เป็นวัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยมากนัก แต่ทว่ากลับเป็นวัดที่โด่งดังใน หมู่นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆเป็นอย่างมาก ซึ่งจุดเด่นของวัดฮินดูแห่งพระพิฆเนศคือความเงียบสงบ ร่มรื่น เหมาะแก่การไปนั่งปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ส่วนความเป็นมาของวัดแห่งนี้นั้นเริ่มต้นมาจาก รูปสลักหินพระพิฆเนศที่มา เกยฝั่งอยู่บริเวณท่าน้ำของที่ตั้งวัดในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงสร้างกระท่อมเล็กๆสำหรับใช้เป็นที่ประดิษฐานขององค์รูป สลักหิน จนต่อมาเมื่อชาวบ้านผู้นับถือศาสนาฮินดูในสิงคโปร์รวบรวมเงินกันได้ก้อนหนึ่ง ก็ได้ทำการสร้างวัดขึ้นเป็น วัดฮินดูแห่งพระพิฆเนศแห่งนี้นั่นเอง

#nofilter (2).png

และเมื่อพูดถึงวัดฮินดูของสิงคโปร์แล้วนั้น เห็นทีจะพลาดไม่ได้ที่จะแนะนำ วัดศรีมาริอัมมันต์ (“Sri Mariamman Temple”) ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านไชน่าทาวน์ จัดเป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่มากที่สุดในสิงคโปร์ จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือซุ้มประตูขนาดสูงใหญ่ ที่มีรูปสลักทวยเทพสถิตอยู่เป็นร้อยๆองค์ นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไป ขอพรต่อพระแม่อุมาเทวีภายในตัววัด ต้องทำการล้างมือล้างเท้าให้เรียบร้อย แล้วเมื่อสักการะพระแม่เสร็จก็ให้ ออกมานอกวัดซื้อลูกมะพร้าวที่ตั้งขายอยู่ในบริเวณวัด แล้วเคาะให้แตกกับลูกกรงเหล็ก เป็นการบ่งบอกในเชิง สัญลักษณ์ว่าคุณได้ละทิ้งอัตตาออกไป และได้เปิดเผยเนื้อในที่ขาวบริสุทธิ์เฉกเช่นเดียวกับเนื้อมะพร้าว

 

#nofilter (3).png

นอกจากศาสนาฮินดูแล้วนั้น สิงคโปร์ยังได้ชื่อว่ามีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในสิงคโปร์ก็มีมัสยิดสุลต่าน (“Masjid Sultan”) เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่สำคัญของชาวมุสลิม ตั้งอยู่บริเวณย่านกัมปง แกลม อันเป็นย่านค้าขาย และที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับ ตัวมัสยิดแห่งนี้มีอายุมากถึง 195 ปี ภายนอกและภายในถูกสร้างและตกแต่ง อย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมและสวดมนต์ภายในได้

 

#nofilter (4).png

ปิดท้ายกันที่วัดของชาวจีนพุทธกันค่ะ โดยวัดที่โด่งดังที่สุดก็ต้องยกให้กับ วัดพระเขี้ยวแก้ว (“Buddha Tooth Relic Temple”) สถานที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ตัวอาคารของวัดมีขนาดใหญ่ สูง 4 ชั้น และสวยงามมาก ภายในยังมีพระพุทธรูปสีทองน้อยใหญ่ มีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวของศาสนาพุทธไว้อย่างน่าดูชม นอกจากนี้บริเวณชั้นดาดฟ้าของวัด ยังเป็นสวนหย่อมสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ กันอีกด้วย

เห็นอย่างนี้แล้วคงถูกใจนักท่องเที่ยวที่ชอบตระเวนไหว้พระ ขอพร ดังนั้นแล้วอย่าได้รอช้าอยู่ รีบตีตั๋วทัวร์สิงคโปร์ ไปไหว้พระขอพรกันดีกว่าค่ะ

ทัวร์สิงคโปร์ เดินชมไชน่าทาวน์

the

ไชน่าทาวน์ (“Chinatown”) ของสิงคโปร์จัดเป็นย่านที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะที่นี่ไม่ได้มีตึกสูงใหญ่ทันสมัยแบบย่าน อื่นๆของเมือง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นตึกเก่าเล็กๆ แนวห้องแถวทรงจีนผสมฝรั่ง ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ อาหารจีน และ กลิ่นของธูปเทียนจากศาลเจ้าในบริเวณใกล้เคียง และแม้ว่าที่นี่จะไม่ได้ดูทันสมัยเหมือนกับย่านอื่นๆของเมือง แต่ด้วยความแตกต่างนี้นี่เองที่ที่ให้ที่นี่ดูเป็นจุดแตกต่างที่สร้างเสน่ห์ให้กับประเทศนี้ และยังเป็นย่านเก่าแก่ที่คอย ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาทัวร์สิงคโปร์อีกด้วย

#nofilter.png

บทความครั้งนี้เราจึงอยากนำเสนอไฮไลท์เด่นๆของไชน่าทาวน์
ที่หากใครมาทัวร์สิงคโปร์ไม่ควรพลาดการมาเยือนค่ะ

วัดพระเขี้ยวแก้ว (“Buddha Tooth Relic Temple”): ไฮไลท์เด่นแห่งไชน่าทาวน์ ที่นี่คือวัดขนาดใหญ่ ตัวอาคารเป็นสีขาวสลับแดงสดสูง 4 ชั้น ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุที่เชื่อว่าถูกค้นพบในพม่า ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ สิงคโปร์ โดยทางการได้ทุ่มเงินกว่า 62 ล้านดอลล่าร์เพื่อสร้างวัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับการประดิษฐานของพระเขี้ยวแก้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถเข้า สักการะพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่บนชั้นบนสุดได้ นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพุทธและมีโถงขนาดใหญ่ตกแต่งสวยงาม

#nofilter (1).png

 

วัดศรีมาริอัมมันต์ (“Sri Mariamman”) ใกล้ๆกันกับวัดพระเขี้ยวแก้ว คือวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ จุดสังเกตเด่นของวัดแห่งนี้คือซุ้มประตูสูงเด่นเป็นสง่า มีรูปสลักของบรรดาทวยเทพตามความเชื่อของชาวฮินดู ทั้งนี้วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1827 เพื่อถวายให้กับพระแม่อุมาเทวี เนื่องจากผู้สร้างหรือ นายนาไรนา พิลัย นักลงทุนและนักพัฒนาต้องการให้มีวัดสำหรับการสักการะพระแม่อุมาเทวีในสิงคโปร์ เพื่อให้พระแม่อุมาเทวี ช่วยปกปักษ์รักษาผู้คนให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ

#nofilter (2).png

พิพิธภัณฑ์เรด ดอท ดีไซน์ (“Red Dot Design Museum”) พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการออกแบบร่วมสมัยเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางไชน่าทาวน์ ตัวอาคารมีจุดเด่นเป็นสีแดงสด ภายในจัดแสดงผลิตภัณฑ์และผลงานออกแบบสวยๆอยู่กว่า 1,000 ชิ้น และแม้จะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ แต่ถ้าคุณเป็นพวกนิยมงานศิลปะ หรือชอบความแปลกใหม่ รับรองเลยว่าจะต้องใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ร่วมชั่วโมง นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังมีร้านคาเฟ่ตกแต่ง สวยงามตามสไตล์ร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ที่จัดไว้น่านั่งอยู่อีกด้วย

 

#nofilter.png

ถนนคนเดินไชน่าทาวน์ (“Chinatown Street Market”) ถนนสายครึกครื้นของย่านนี้ รายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก เครื่องยาจีน เสื้อผ้า ร้านอาหาร และแกลเลอรีงานศิลปะเล็กๆที่แอบซ่อนอยู่ โดยที่นี่ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์สิงคโปร์ที่ต้องการเลือกซื้อของฝาก และชิมอาหารพื้นเมืองแบบจีนโดยในกลางวันที่นี่จะคราคร่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า และนักช็อปทั้งหลาย ส่วนยามค่ำคืน ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นตลาดโต้รุ่งขนาดใหญ่ ที่คอยต้อนรับผู้คนท้องถิ่น และนักเดินทางที่มาเยี่ยมเยียนเพื่อชิมของอร่อย

โดยสรุปแล้วนั้น การมาทัวร์สิงคโปร์จะถือว่าไม่เป็นการทัวร์ที่สมบูรณ์แบบ ถ้าคุณพลาดไม่ได้มาเยือนไชน่าทาวน์แห่งนี้ เพราะนั่นหมายความว่าคุณพลาดที่จะได้ซึมซับไปกับเสน่ห์ของย่านนี้ที่มีดีไม่เหมือนใคร

การ์เด้นบายเดอะเบย์ ปอดใหญ่แห่งสิงคโปร์

www.thegoodcup.com (4).png

นอกจากจะเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยีแล้วนั้น สิงคโปร์ยังถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากเช่นกัน โดยหากใครเคยได้ไปทัวร์สิงคโปร์มาบ้างแล้ว จะเห็นได้ว่าที่นี่เขาอนุรักษ์ รักษาต้นไม้ใหญ่ ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ตามข้างถนน ฟุตบาท ใต้อาคาร ที่แม้ทางการจะสามารถตัดต้นไม้เหล่านั้นออกเพื่อนำมาสร้างถนนเพิ่มเติมได้ แต่กลับเลือกที่จะรักษาต้นไม้ใหญ่เอาไว้ เพื่อคอยให้ร่มเงาแก่ผู้สัญจรไปมา และนี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์เล็กๆของสิงคโปร์ 

www-thegoodcup-com-1

 

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวก็เช่นกันค่ะ ที่แม้จะมีทั้งคาสิโน สวนสนุก ห้างสรรพสินค้าอยู่มากมาย แต่สิงคโปร์ก็ยังให้ความสำคัญกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เน้นความเป็นธรรมชาติ หนึ่งในตัวอย่างของสถานที่ท่องเที่ยวที่เน้นธรรมชาติก็คือ “การ์เด้นบายเดอะเบย์” (“Garden by the Bay”) สวนแห่งใหม่ของสิงคโปร์
ที่แวดล้อมไปด้วยพืชพันธุ์กว่าหนึ่งพันชนิด

www.thegoodcup.com (2).png

การ์เด้นบายเดอะเบย์ตั้งอยู่ริมอ่าวมารีน่า ในบริเวณที่ใกล้กับมารีน่าเบย์แซนด์ หรือ โรงแรมเรือชื่อดัง และเมอร์ไลออนพาร์คสถานที่ตั้งของเจ้าเมอร์ไลออน สัญลักษณ์ชื่อดังของสิงคโปร์ โดยการ์เด้นบายเดอะเบย์ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ภายในแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนทิศใต้, โซนทิศตะวันออก และโซนจุดศูนย์กลาง ทั้งนี้โซนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือโซนทิศใต้ เนื่องจากภายในบริเวณนี้จะมีเรือนกระจกสำหรับปลูกต้นไม้แปลกๆจากนานาประเทศ และเป็นที่ตั้งของไฮไลท์เด่นของการ์เด้นบายเดอะเบย์อย่างเจ้าต้น “ซุปเปอร์ทรีโกลฟ” (“Super Tree Grove”) ที่สูงสมชื่อซุปเปอร์คือประมาณตึก 9–16 ชั้น หรือราว 25–50 เมตร ที่จำลองการปลูกพืชในแนวตั้ง โดยจุดเด่นของต้นซุปเปอร์ทรีโกลฟคือความสามารถในการสร้างแสงไฟระยิบระยับในยามค่ำคืนซึ่งมาจากพลังงานของแผ่นโซล่าเซลล์ที่ติดไว้อยู่ตามแผงเหล็กของลำต้นนั่นเอง

www.thegoodcup.com (3).png

 

ดังนั้นแล้วหากใครที่มาทัวร์สิงคโปร์แล้วเกิดอยากชมความงามของสวนการ์เด้นบายเดอะเบย์และแสงสีของต้นซุปเปอร์ทรีโกลฟจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้วนั้น ก็ขอแนะนำว่าให้มาเยือนสวนแห่งนี้กันในช่วงเย็นถึงหัวค่ำค่ะ เพราะจะได้ชื่นชมความงามของต้นไม้ต่างๆ ไปพร้อมกับชมแสงสีสวยๆของต้นไม้ยักษ์
รวมทั้งวิวทิวทัศน์ของอ่าวมารีน่ายามพระอาทิตย์ตกดินอีกด้วย

 

ทัวร์พม่า เที่ยวมัณฑะเลย์ ราชธานีแห่งสุดท้าย

mandalay

นอกเหนืองจากกรุงย่างกุ้ง พุกาม และ หงสาวดีแล้วนั้น เห็นทีจะมีมัณฑะเลย์อีกแห่ง ที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์พม่า โดยมัณฑะเลย์เป็นเมืองสำคัญเพราะที่นี่เคยเป็นราชธานี หรือ เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของพม่า ก่อนที่พม่าจะถูกอังกฤษรุกรานและยึดครองในปีพ.ศ. 2428

สำหรับความยิ่งใหญ่ของมัณฑะเลย์ในอดีตนั้นจึงไม่ต้องพูดถึง แต่ในปัจจุบันนี้ แม้ความยิ่งใหญ่ของมัณฑะเลย์จะสูญสิ้นไปแล้วตามกาลเวลา ทว่าที่นี่ยังคงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของพม่าในยุคก่อน ที่รอให้เราเข้าไปทัวร์เพื่อเยี่ยมชมและค้นหา

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆของเมืองมัณฑะเลย์นั้นก็มีอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ที่เคยมีบทบาทสำคัญในอดีต หรือในสมัยที่ที่นี่ยังเป็นราชธานีอยู่ อาทิ พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของพระเจ้ามินดง กษัตริย์องค์สำคัญ ที่เป็นผู้ก่อตั้งเมืองมัณฑะเลย์ให้เป็นราชธานี โดยในอดีต พระราชวังแห่งนี้จัดเป็นพระราชวังที่ถูก สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยไม้สักทองตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมพม่าแบบดั้งเดิม ประกอบไปด้วย โถงไม้ขนาดใหญ่ และภาพงานแกะสลักไม้แสนงดงาม ทั้งนี้พระราชวังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันคือ พระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ จำลองตามแบบเดิม เพราะเป็นที่น่าเสียดายว่าตัวพระราชวังดั้งเดิมนั้น ได้ถูกเผาทำลายลงจากพิษของสงครามภายในที่เกิดขึ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ในอดีต

นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันกับพระราชวังมัณฑะเลย์ ก็ยังมีอาคารเก่าแก่อย่าง วัดชเวนันดอร์ ซึ่งเป็นอาคารเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดจากการถูกเผาทำลายลง ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงยังคงสภาพเดิม ไว้ได้อยู่ นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่และความมีมนต์ขลังของสถานที่ แห่งนี้ ทั้งนี้ตามประวัติศาสตร์ยังได้ระบุไว้อีกว่าวัดชเวนันดอร์นั้นจัดเป็นโบราณสถานที่สำคัญ เนื่องจากในอดีตพระเจ้ามินดงทรงโปรดปรานการมานั่งทำสมาธิ และปฏิบัติธรรมภายในอาคาร หลังนี้เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นของมัณฑะเลย์คือการเข้าชม พิธีกรรมการล้างพระพักตร์ของพระมหามัยมุนีหรือ พระพุทธรูปที่มีลมหายใจตามความเชื่อของชาวพม่า ทั้งนี้พิธีจะถูกจัดขึ้นทุกๆวันในช่วงเช้า เนื่องด้วยความเชื่อที่ว่า พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต จึงต้องมีพิธีล้างหน้าแปรงฟัน และระหว่างพิธีกรรมก็จะมีวงมโหรีขับกล่อมอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่เคยไปเยือนต่างก็ยืนยันกันเป็น เสียงเดียวเลยว่า นี่คือสิ่งที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดถ้าได้มาเยือนมัณฑะเลย์

โดยสรุปแล้วนั้นมัณฑะเลย์จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองในพม่าที่ถ้าคุณได้มาทัวร์พม่าแล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปเยือนด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ดังๆสมกับเป็นราชธานีแห่งสุดท้ายแล้วนั้น ว่ากันว่าผู้คนในเมืองมัณฑะเลย์นั้นยังเป็นคนยิ้มเก่ง และเป็นมิตรมากอีกด้วยค่ะ

 

 

 

ทัวร์พม่า อิ่มอกอิ่มใจไปกับอินเล

inle

ทะเลสาบอินเล หรือ ที่ชาวไทยใหญ่ขนานนามว่า หนองอางเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในรัฐฉานของประเทศพม่า อยู่ห่างจากเมืองตองยีไปราว 25 กิโลเมตร โดยทะเลสาบและพื้นที่ โดยรอบนั้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอินทา ผู้ปักหลักอยู่ในบริเวณนี้มายาวนานกว่าร้อยปี ส่วนใหญ่ หาเลี้ยงชีพโดยการทำเกษตร บนทะเลสาบบนเกาะที่ทำขึ้นจากวัชพืช และการทำประมงจากทรัพยากร ของทะเลสาบ

การใช้ชีวิตของชาวทะเลสาบอินเลนั้นค่อนข้างเรียบง่าย และยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์พิเศษแก่ชาวทะเลสาบอินเล ที่คอยดึงดูด นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์พม่าให้มาเยือน

ทั้งนี้แม้อินเลจะอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ และผู้คนก็มีวิถีชีวิตริมทะเลสาบที่เรียบง่าย ทว่าที่นี่ก็มี กิจกรรมหลากหลายที่นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์พม่าสามารถมาสัมผัส ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ให้แล้ว ดังนี้ค่ะ

1.นั่งเรือสัมผัสวิถีชีวิตผู้คนริมทะเลสาบ: หนึ่งในกิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อมีโอกาสมาเยือนอินเล เพราะอย่างที่ได้เกริ่นไปว่า ชาวอินเลมีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ จึงควรค่าแก่การนั่งเรือเพื่อ เที่ยวชมอย่างใกล้ชิด ทั้งเทคนิคการแจวเรือโดยใช้เท้า หรือการปลูกผักบนเกาะวัชพืชลอยน้ำ นอกจากนี้ วิวทิวทัศน์โดยรอบยังสวยงามเพราะทะเลสาบนั้นถูกล้อมไปด้วยภูเขาใหญ่ ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถ เลือกการนั่งเรือทัวร์ทะเลสาบได้จากหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม ทั้งการทัวร์ระยะสั้นไม่กี่ ชั่วโมง หรือการทัวร์ทั้งวันที่ต้นหนเรือจะนำเราแวะเวียนตามสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งแวะซื้อของ ฝากจากร้านค้าลอยน้ำ หรือ ชิมอาหารแสนอร่อยจากร้านอาหารในบริเวณใกล้เคียง

2.แวะวัดแมวกระโดด: ไฮไลท์น่ารักๆของทะเลสาบอินเล คือวัดแมวกระโดด ซึ่งวัดก็มีลักษณะเป็นวัดไม้ รูปทรงตามแบบสถาปัตยกรรมวัดพม่า ภายในมีพระพุทธรูปน้อยใหญ่ที่มีที่มาจากหลากหลายสถานที่ แต่หนึ่งสิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้พิเศษกว่าที่อื่นก็คือ การแสดงแมวกระโดดลอดห่วง ทั้งนี้แมวทุกตัวใน วัดแห่งนี้สามารถกระโดดลอดห่วงได้ ทั้งๆที่โดยปกติแล้วแมวเป็นสัตว์ที่สอนยาก และนี่จึงเป็นที่มาของ วัดแมวกระโดด หนึ่งในสถานที่น่าสนใจของทะเลสาบอินเลค่ะ

3.สักการะพระบัวเข็ม ณ วัดผ่องดองอู: คือศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวทะเลสาบอินเลที่สร้างขึ้น บนพื้นที่ที่ถมขึ้นลงบนทะเลสาบ โดยตัววัดผ่องดองอูมีความวิจิตรงดงาม และเป็นที่ประดิษฐาน ของพระบัวเข็ม 5 องค์ ที่บรรดาชาวบ้านอินเล และชาวพม่าจากทั่วประเทศต่างเลื่อมใส ดังนั้นแล้ว เมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนทะเลสาบอินเล เห็นทีจะเป็นการน่าเสียดายมากถ้าพลาดโอกาสไปเยือน วัดผ่องดองอูเพื่อสักการะพระบัวเข็ม นอกจากนี้หากคุณได้ไปเยือนอินเลในช่วงวันเข้าพรรษา ก็จะได้เห็นประเพณีการแห่เรือที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย

ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้เมื่อได้มาเยือนทะเลสาบอินเล อาทิ การปั่นจักรยาน สำรวจชายฝั่งรอบทะเลสาบ การเยี่ยมชมโรงบ่มไวน์ และรับประทานอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผู้มาทัวร์พม่า เยือนอินเลไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ